Language:  THA  |  ENG แจ้งโอนเงิน
ตะกร้าสินค้า :  0  ชิ้น (0.00 บาท)
 
      เกร็ดความรู้
หน้าหลัก  >  เกร็ดความรู้  >  Top 10 ปัญหาช่องปากเด็ก


  Top 10 ปัญหาช่องปากเด็ก
 
ทพญ.จิราภรณ์ จากกรมอนามัย กล่าวว่า "ภายในช่องปากเล็กๆ ของลูก มีปัญหาและสิ่งที่คุณแม่ต้องเฝ้าระวังมากมาย เจ็บไข้วัยเด็กคราวนี้จึงขอรวบรวมปัญหามาคลายข้อสงสัยของคุณแม่กันค่ะ"

1. ลิ้นเป็นฝ้าขาว 


หลังจากลูกกินนมแล้ว หากไม่ทำความสะอาดคราบนมที่เกาะอยู่ตามสันเหงือก กระพุ้งแก้มก็จะกลายเป็นแหล่งอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ เกิดฝ้าขาวที่เพดานปาก ลิ้น และฟันผุ

ดูแลอย่างไรดี : หลังจากดื่มนมทุกครั้งให้คุณแม่ใช้ผ้าสะอาดพันที่นิ้วเช็ดที่บริเวณลิ้นและเพดานปากลูก

2. ฟันน้ำนมขึ้นไม่ครบ 20 ซี่
ฟันน้ำนมมีพัฒนาการตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ตอน 6 สัปดาห์ โดยการรวมตัวเป็นกระดูกขากรรไกรบน 10 หน่อ ก็จะทำให้จำนวนฟันน้ำนมผิดปกติไป เด็กบางคนมีฟันน้ำนมไม่ครบ 20 ซี่ หรือมีฟันแฝดคือ ฟัน 2 ซี่เชื่อมติดกัน 

ดูแลอย่างไรดี : ไม่จำเป็นต้องแก้ไขหรือรักษาแต่อย่างใด แต่จำนวนฟันที่ไม่เท่ากันอาจมีผลต่อพื้นที่ที่กว้างไม่พอเพียงต่อขนาดของฟันแท้ที่อยู่ข้างใต้ ทำให้ฟันแท้ขึ้นซ้อนหรือเกได้

3. ฟันน้ำนมผุตั้งแต่อายุไม่ถึง 1 ปี
พบตั้งแต่อายุก่อน 1 ปี เนื่องจากชั้นเคลือบฟันนมหนาเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของฟันแท้ ทำให้ฟันน้ำนมผุง่ายกว่าฟันแท้รวมถึงมีแร่ธาตุแคลเซียมฟอสเฟสเป็นองค์ประกอบน้อยกว่า บริเวณโพรงประสาทฟันน้ำนมมีชั้นของเคลือบฟันและเนื้อฟันปกคลุมอยู่บางๆ การผุของฟันน้ำนมจึงลุกลามสู่โพรงประสาทฟันได้อย่างรวดเร็ว

ดูแลอย่างไรดี : การที่ฟันผุตั้งแต่อายุน้อยๆ จะส่งผลให้รักษายาก คุณพ่อคุณแม่จึงควรป้องกันด้วยการตรวจและดูแลรักษาความสะอาดฟันของลูกตั้งแต่ลูกอายุก่อน 1 ปี โดยเฉพาะการตรวจคราบจุลินทรีย์หรือขี้ฟัน บริเวณคอฟันของฟันหน้าบน ฟันน้ำนมที่ผุระยะเริ่มต้นจะลุกลามไปเป็นรูผุได้ในเวลา 6-18 เดือน

4. ฟันซี่ไหนผุง่าย
ฟันน้ำนมซี่หน้าบนจะผุฝ่ายกว่าฟันหน้าล่าง เช่น บริเวณคอฟันที่อยู่ติดกับเหงือกเนื่องจากเด็กดูดนม และเป็นบริเวณที่มีน้ำลายไหลผ่านน้อยการชะล้างตามธรรมชาติจากน้ำลายจึงทำได้ไม่ดีนัก ขณะที่ฟันหน้าล่างอยู่ใกล้รูเปิดของต่อมน้ำลายใต้ลิ้น น้ำลายจึงหลั่งออกมาชะล้างฟันได้มาก

อีกจุดก็คือกรามด้านบนเคี้ยวมีหลุมและร่องฟันสึก บริเวณซอกฟันระหว่างฟัน 2 ซี่ ก็เป็นตำแหน่งที่ผุได้ง่าย เพราะปลายขนแปรงสีฟันเข้าไปทำความสะอาดได้ยาก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ดูดนมจากขวด ทำให้ฟันแช่อยู่ในนมนาน ยิ่งเป็นนมหวานฟันก็จะผุง่ายขึ้น

ดูแลอย่างไรดี : เด็กควรเลิกดื่มนมจากขวดเมื่ออายุ 12-18 เดือน ควรฝึกให้เด็กดื่มนมจากถ้วย เพราะเวลาที่นมตกค้างในช่องปากจึงน้อยกว่า และหลีกเลี่ยงนมรสหวาน

5. อุ๊ย...เสียวฟัน

ฟันผุในระยะเริ่มแรกที่ชั้นเคลือบฟันจะไม่มีอาการใดๆ เมื่ออาการผุลุกลามไปสู่ชั้นเนื้อฟันจึงเริ่มรู้สึกเสียวฟันหรือปวดฟันเวลารับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเย็น ถ้าไม่อุดฟันจะผุเข้าสู่ชั้นโพรงประสาทฟัน อาจเกิดการติดเชื้อบวมและมีตุ่มหนองบริเวณเหงือกเหนือฟันซี่ดังกล่าว เด็กจะมีอาการปวดฟันตลอดเวลา ไม่อยากทานอะไร งอแง และอาจมีไข้ร่วมด้วย

ดูแลอย่างไรดี : เมื่อพบว่าลูกเริ่มเสียวฟันควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อให้ประเมินว่าควรอุดฟันหรือไม่

6. พบหลุมร่องฟันเป็นสีดำ...ฟันผุหรือเปล่า

ถ้าในฟันกราม น้ำนมที่ชั้นเคลือบฟันมีการเปลี่ยนเป็นสีดำบริเวณหลุมร่องฟัน แต่ยังไม่เป็นรูนั้นยังไม่ต้องรักษา แต่ต้องดูแลแปรงฟันให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อยับยั้งไม่ให้ลุกลามเป็นรูและคอยตรวจดูเป็นระยะ

ดูแลอย่างไรดี : หากฟันผุลุกลามจนเกิดเป็นรู แต่ไม่ลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน แพทย์จะรักษาด้วยการอุดฟัน ส่วนการผุที่ลุกลามถึงโพรงประสาทฟันต้องรักษารากฟัน พร้อมบูรณะฟันน้ำนมให้อยู่สภาพเดิมโดยการใส่ครอบฟันซึ่งเป็นเหล็กไร้สนิมเพื่อให้เด็กใช้ฟันเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ

7. ครอบฟันน้ำนมจำเป็นไหม

ถ้าคุณแม่ไม่สังเกตอาการฟันผุของลูก ปล่อยให้ลูกสูญเสียเนื้อฟันจนถึงรากฟันถือเป็นขั้นสุดท้ายที่จะให้คุณหมอพิจารณาว่า เราจะต้องรักษาฟันซี่นั้นไว้หรือไม่

ดูแลอย่างไรดี : ขั้นแรกพิจารณาว่ารากฟันน้ำเหลือแค่ไหน หากสูญเสียไปมากแล้วหมอก็ไม่แนะนำให้ครอบฟัน การดูว่ารากฟันเหลือแค่ไหน ไม่ได้ดูที่อายุเด็ก เพราะว่าเด็กแต่ละคนฟันขึ้นเร็วช้าต่างกัน เด็กเกิดวันเดียวกัน ฟันน้ำนมอาจจะหลุดเร็วช้าต่างกันได้ การครอบฟันให้เด็กข้อดีคือเด็กสามารถใช้กัดฉีกอาหารได้ พูดได้ชัด ฟันล่างซี่ที่ตรงกันไม่ยื่นออกมา (เพราะว่าฟันบนต้องคร่อมฟันล่าง)

8. ฟันแท้ไม่ขาวเหมือนฟันน้ำนม

ฟันน้ำนมมีขนาดเล็กกว่าฟันแท้และมีสีขาวมากกว่า ส่วนฟันแท้มีสีขาวออกเหลืองเล็กน้อย เพราะฟันน้ำนมมีส่วนประกอบเป็นน้ำมากกว่า

ดูแลอย่างไรดี : การที่ฟันมีสีเหลืองเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องรักษาโดยการขัดฟันหรือฟอกสีฟันแต่อย่างใด

9. ฟันบิ่น-ฟันหัก

ถ้าความซนของลูกทำให้ฟันของลูกไปกระแทกกับสิ่งของแข็งๆ จนแตกหักหรือบิ่น หลังจากรักษาแผลและห้ามเลือดแล้ว ควรทำอย่างไรกับฟันที่บิ่นและหัก

ดูแลอย่างไรดี : ส่วนใหญ่ฟันที่ได้รับการกระแทกมักเป็นฟันหน้า ถ้าฟันที่ถูกกระแทกนั้นปิ่นไปเพียงเล็กน้อย เลือดไม่ออกที่ฟันแสดงว่าฟันยังไม่หักจนทะลุโพรงประสาทที่อยู่ในฟัน กรณีนี้ให้พาลูกไปพบทันตแพทย์ โดยพยายามหาเศษฟันที่แตก เพราะอาจบูรณะฟันขึ้นมาใหม่ได้ แต่ถ้าฟันบิ่นมาก มีจุดเลือดออกที่บนฟัน นั่นแสดงว่าฟันหักจนทะลุโพรงประสาท ต้องรีบไปพบทันตแพทย์ทันที

10. ลูกกลัวหมอฟัน

เด็กๆ ส่วนใหญ่จะกลัวหมอฟัน เนื่องจากเด็กจะจินตนาการว่า หมอฟันน่ากลัว รวมไปถึงการทำฟันจะทำให้เด็กเจ็บปวดได้

ดูแลอย่างไรดี : ควรเริ่มต้นพาลูกไปพบหมอฟันตั้งแต่ลูกยังไม่มีฟันผุ เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับหมอฟัน เก้าอี้ทำฟัน และเครื่องมือชนิดต่างๆ ของคุณหมอ ในการตรวจครั้งแรกลูกจะได้นั่งเก้าอี้ของหมอฟัน หมอจะเปิดไฟส่องดูฟัน และใช้กระจกเล็กๆ ช่วยเข้าไปส่องดู และคุณหมอจะขัดฟันให้เด็กด้วยหัวขัดยางกับผงขัด เพื่อให้เด็กเริ่มรู้จักเครื่องมือที่หมุนๆ มีเสียง และการใส่เครื่องมือเข้าไปในช่องปาก เมื่อคุ้นเคยและไม่ได้เจ็บตัวตั้งแต่พบกันครั้งแรก ก็จะช่วยทำให้อาการกลัวหมอฟันไม่เกิดขึ้นได้ 

เพียงใส่ใจดูแลกันสักนิดลูกตัวน้อยของคุณก็จะเป็นเจ้าของฟันแข็งแรง ยิ้มสวยมั่นใจแล้วล่ะค่ะ


 

ขอขอบคุณแหล่งแบ่งปันข้อมูลและรูปภาพจาก